บทความเกี่ยวกับโครงสร้างที่มาของแก๊ส LPG และราคา LPG
 (6/12/2550)

เรื่องราคาก๊าซครับผม.....ไปอ่านเจอมาครับ....
โดย
อ.วีระชัย ถาวรทนต์ weerachais@yahoo.com
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

มีคำถามมากมายในกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะลดราคาก๊าซหุงต้มว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงนโยบายในการหาเสียงแบบประชานิยมเลียนแบบพรรคไทยรักไทย

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตย้อนไปในสมัยที่ยังทำงานในฐานะอนุกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้เคยให้ความเห็นต่อผู้แทนของกระทรวงพลังงานมาโดยตลอดว่า ผู้ส่งออกก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 นั้นมีกำไรเกินควร โดยสูงมากเกือบกิโลกรัมละ 8 บาท ในขณะที่เมื่อขายในประเทศมีค่าการตลาดเพียง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นเงินกำไรส่วนเกินปีละเกือบ 10,000 ล้านบาท

ทำไมไม่เก็บภาษีส่งออกหรือหาวิธีการอื่นๆ ที่จะนำกำไรส่วนเกินเหล่านั้นซึ่งไม่ต้องเสียภาษีมาช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ในประเทศให้ได้ใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่ถูกลง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆจากกระทรวงพลังงานเลย ในวันที่ 3 มิถุนายน 2549

ผมก็ได้เรียกร้องเรื่องนี้ผ่านรายการวิทยุอีกครั้งในคลื่น 90.5 โดยผมคิดว่าคนไทยน่าจะได้รับทราบความจริงกันบ้าง ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความฉบับนี้ที่จะบอกกล่าวให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างแท้จริง

ก๊าซหุงต้ม (LPG) มาจาก 2 ทาง กล่าวคือ เป็นผลพลอยได้ (by product) ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันในสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลือประมาณ 60% ซึ่งเป็นส่วนหลักนั้นได้จากผลพลอยได้ (by product) ที่เหลือมาจากการแยกก๊าซธรรมชาตินั่นเอง

โดยหลักการของการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปากหลุมนั้น ใช้วิธีคิดจากต้นทุน หรือ cost plus นั่นคือเอาต้นทุน บวกด้วยกำไรพอสมควร เป็นหลักการที่ใช้มาตลอดและเป็นที่ยอมรับ ตัวอย่างเช่น ราคาก๊าซธรรมชาติที่ ปตท. ขายให้การไฟฟ้า คิดจากราคาเนื้อก๊าซเฉลี่ยที่ปากหลุม บวกกับค่ากำไร หรือ margin แล้วบวกกับต้นทุนส่วนเพิ่มที่คิดบนค่าผ่านท่อ

ประเด็นก็คือว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) เมื่อเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ หรือผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน ต้นทุนส่วนเพิ่มจริงๆ นั้นเกือบไม่มีเลย เพราะการคิดต้นทุนการแยกก๊าซธรรมชาติ กับกำไรบางส่วนได้รวมอยู่ในราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายให้การไฟฟ้า หรือขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ไปแล้ว

อีกด้านหนึ่งเช่นเดียวกันต้นทุนต่างๆ ของโรงกลั่นน้ำมันก็ได้สะท้อนอยู่ในค่าการกลั่นน้ำมัน และสะท้อนอยู่ในราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อเป็นดังที่กล่าว ก็อาจพอสรุปได้ว่า ก๊าซหุงต้ม (LPG) มีต้นทุนเพื่อให้ได้มาต่ำมาก เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ได้ถูกสะท้อนไปกับราคาขายก๊าซธรรมชาติ และราคาน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว

แต่โครงสร้างการตั้งราคาขายก๊าซหุงต้ม (LPG) กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับการตั้งราคาขายก๊าซธรรมชาติ โดยเอาราคาประกาศปิโตรมิน ของทางตะวันออกกลาง ที่ซาอุดีอาระเบีย เป็นเกณฑ์ หักด้วยค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากซาอุฯ มากรุงเทพฯ คงที่ที่ 16 US$ ต่อตัน ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 315 US$ ต่อตัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ราคาตามประกาศ ปิโตรมิน (ตั้งเป็นตุ๊กตา) 500 US$/Ton
หักค่าขนส่ง - 16 US$/Ton
คิดที่เพดาน 315 US$/Ton
คิดอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทต่อ US$ เป็น 12.6 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีเทศบาล 0.217 บาทต่อกิโลกรัม
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (ชดเชย) -2.5301 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 12.4569 บาทต่อกิโลกรัม
(รัฐต้องชดเชยค่าขนส่งอีก 2-4 บาทต่อกิโลกรัม)
ค่าการตลาด 3.2534 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.0997 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก (รวม VAT) 16.8140 บาทต่อกิโลกรัม
ถึงแม้ว่าจะมีการตรึงราคาอยู่ทำให้รัฐต้องสูญเงินไปโดยเฉลี่ย 5 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับการชดเชยของกองทุนน้ำมันและค่าขนส่ง แต่ค่าการตลาดที่ผู้ค้าได้รับนั้นสูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม เหมือนการันตีกำไรให้เอกชน โดยที่รัฐได้รายได้จากภาษีเพียง 3.4867 บาทต่อกิโลกรัม แต่รัฐกลับต้องชดเชยสูงถึงประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม รัฐไม่ได้อะไรเลย

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นเอกชนผู้ส่งออก ตามมาตรา 7 อาทิเช่น ปิคนิค, ปตท. ,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค ,คาลเท็กซ์ คงส่งออกกันพอควร (ปตท.อาจจะมีหน้าที่หลักที่จะต้องจัดให้ผู้ใช้ในประเทศมีก๊าซหุงต้มใช้เพียงพอก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจึงส่งออก) วิธีการจัดสรรโควตาส่งออกในอดีตก่อนปี 2549 นั้น ใช้วิธีตกลงกัน จัดสรรกันเองในกลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 โดยมีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นเจ้าภาพในการตกลงกัน

จากตัวเลขเห็นได้เลยว่าได้กำไรขั้นต่ำอยู่แล้วประมาณเกือบ 200 US$/Ton (เพราะราคาต่างประเทศสูงมากกว่า 500 US$/Ton บางช่วงมากกว่า 600 US$/Ton ด้วยซ้ำ) หรือเกือบ 8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตกอยู่ในมือเอกชนล้วนๆ รัฐไม่ได้อะไรเพราะการส่งออกไม่มีการเสียภาษี คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ส่งออกปีละประมาณ 900,000 ตัน เป็นเงินประมาณ 6,660 ล้านบาทต่อปี (=185 x 40 x 900,000)

คงต้องมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ เป็นประเด็นที่นำสืบต่อไปน่าจะไม่ยาก เพราะผู้ค้าก๊าซหุงต้มตามมาตรา 7 ก็มีจำกัด อาทิเช่น ปิคนิคแก๊ส, ปตท.,สยามแก๊ส, worldgas, ยูนิค, คาลเท็กซ์ เป็นต้น ฉะนั้นน่าจะพอเห็นภาพพอควร และจะสามารถนำไปสู่วิธีที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มลดลงในระยะสั้น และระยะยาวดังนี้

1. จัดเก็บค่าโควตาการส่งออกก๊าซหุงต้ม (LPG) เหมือนกับการเก็บค่าพรีเมียมข้าวในอดีต แล้วออกกฎหมายนำมูลค่าเงินที่เก็บได้นำมาลดราคาค่าก๊าซหุงต้มที่ขายในประเทศ ทดลองคิดเก็บค่าโควตาการส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม เอกชนยังได้เยอะอยู่ถ้าส่งออก เพราะไม่ต้องเสียภาษีในประเทศเลย คำนวณง่ายๆ ดังนี้ เก็บค่าโควตาส่งออกที่ 3 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 3,000 บาทต่อตัน จากปริมาณส่งออกโดยเฉลี่ยที่ 900,000 ตันต่อปี สำหรับปริมาณการใช้ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านตันต่อปี มีประมาณ 1.155 ล้านตันใช้ในครัวเรือน (55%) ส่วนที่เหลือก็ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และขนส่ง

ถ้านำกำไรส่วนเกินจากการส่งออกดังกล่าวมาชดเชยให้ผู้ใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนเท่านั้น โดยที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันยังเป็นเหมือนเช่นในปัจจุบัน ผลจะทำให้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือนจะลดลง 2.3 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 34.5 บาทต่อถัง สำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้ปกติในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันขายอยู่เฉพาะราคาเนื้อก๊าซ (เปลี่ยนถัง) ถังละ 265 บาท ถ้าไม่รวมค่าขนส่ง (ซื้อหน้าร้าน) ก็คิดที่ 255 บาทต่อถัง

ดังนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ก็จะสามารถลดราคาลงได้เท่ากับ 34.50 บาทต่อถัง นั่นคือประชาชนจะสามารถซื้อได้ที่ราคา 220.50 บาทต่อถัง (ไม่รวมค่าขนส่งถึงบ้าน) หรือถ้าจะนำกำไรส่วนเกินเหล่านี้มาชดเชยเงินที่กองทุนน้ำมันชดเชยอยู่ก็จะเป็นประโยชน์ ทำให้ไม่ต้องอ้างว่าขณะนี้รัฐได้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ผลก็คือสามารถปล่อยลอยตัวได้เลยและประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ

2. ในระยะยาว เห็นจะต้องเข้าไปสู่การปรับโครงสร้างการตั้งราคาก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องอาศัยคณะกรรมการจากหลายๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาถกเถียงกัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอาศัยหลักการการตั้งราคาที่ให้สะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่มที่แท้จริง ไม่ใช่กำหนดเพดานไว้ที่ 315 US$/Ton ผมเชื่อว่าต้นทุนการผลิตก๊าซหุงต้มจริงๆ ต่ำมาก เพราะเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและการแยกก๊าซธรรมชาติ

ในเมื่อโครงสร้างก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ต้นทางจากอ่าวไทยนั้นใช้หลักการต้นทุนเป็นตัวตั้งราคา แต่พอมาเป็นก๊าซหุงต้มซึ่งเป็นผลพลอยได้แท้ๆ กลับเปลี่ยนไปใช้ราคาที่แพงขึ้น หรือเป็นราคากลางที่ซาอุฯ เหล่านี้ไม่เป็นธรรมกับคนไทยเจ้าของประเทศอย่างแน่นอน

3. ค่าการตลาดที่สูงถึง 3.25 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 1.625 บาทต่อลิตรนั้น ควรจะพิจารณาทบทวนลดลง เพราะสูงมากเมื่อเทียบกับน้ำมันสำเร็จรูปที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร อีกทั้งบางช่วงยังไม่ถึง 1 บาทต่อลิตรเลย ทำไมต้องทำให้เอกชนที่เป็นผู้ค้าก๊าซหุงต้มมีกำไรเกินปกติด้วย

กล่าวโดยสรุปพวกเราคนไทยน่าจะพอคิดได้ว่าการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศนั้น มีผลประโยชน์ซ่อนอยู่กลับกลุ่มคนบางกลุ่ม ไม่ใช่เป็นประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ น่าจะถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยควรที่จะเรียกร้องการปรับโครงสร้างธุรกิจพลังงานทั้งระบบอย่างจริงจัง เอาไว้ในบทความต่อๆ ไป จะเริ่มตีแผ่โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ และโครงสร้างค่าไฟฟ้ากันต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
credit จาก www.cefiro-ff-club.com ครับ


แผนผังที่ตัดมาจากรายงานของ ปตท. (http://www.pttplc.com/th/document/annual/48/pview_t.pdf)

ข้อมูลโดยคุณแมวเหมียวพุงป่อง Click

โครงสร้างราคา LPG ล่าสุด ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงาน
ประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ฉบับที่ 55 ปี 2551
เกี่ยวกับการกำหนดราคาก๊าซ LPG

เรื่อง การกําหนดราคา อัตราเงินสงเขากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับกาซที่ทํา
ในราชอาณาจักรและนําเขามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรอัตราเงินสงเขากองทุน
และอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่สงไปยังคลังก๊าซ
ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน
ฉบับที่ 55 พ.ศ. 2551

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการ ขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ประกอบกับความตามข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 24 ข้อ 25 และข้อ 29 แห่งคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและ ปองกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 และความตามข้อ 2 แห่งคําสั่ง นายกรัฐมนตรีที่ 9/2549 เรื่อง กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2549 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ประกาศกําหนดราคา อัตราเงินส่งเข้า กองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร และนําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร อัตราเงินส่งเขากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ส่งไปยังคลังก๊าซต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2551 เรื่อง การกําหนดราคา อัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักรและ นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร อัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ส่งไปยังคลังก๊าซ ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551

ข้อ 2 ให้กําหนดราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นสําหรับก๊าซ ราคาขายก๊าซ ณ คลังก๊าซ ราคาก๊าซ ที่ทําในราชอาณาจักร ราคาก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร อัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงิน ชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักรและนําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร สําหรับก๊าซที่ส่งไปยัง คลังก๊าซตาง ๆ ดังนี้

(1) กําหนดราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มสําหรับก๊าซ กิโลกรัมละ 13.68627 บาท
(2) กําหนดราคาขายก๊าซ ณ คลังก๊าซไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นราคาเดียวกันทุกแห่งทั่วราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 13.6863 บาท
(3) กําหนดราคาก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 10.9960 บาท
(4) กําหนดราคาก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 10.9960 บาท จังหวัดชลบุรี ก๊าซที่ส่งออกจากโรงแยกก๊าซของบริษัท ปตท. สผ. สยาม ฯ อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร และก๊าซที่ส่งออกจากโรงแยกก๊าซขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(6) กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร
(นําเข้าตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2551) ดังนี้
นําเข้าคลังก๊าซที่จังหวัดชลบุรี กิโลกรัมละ 16.1839 บาท
นําเข้าคลังก๊าซที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิโลกรัมละ 15.8806 บาท
นําเข้าคลังก๊าซที่จังหวัดสงขลา กิโลกรัมละ 15.8806 บาท
นําเข้าที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 15.8806 บาท

(7) กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจากคลังก๊าซที่
จังหวัดชลบุรี โดยการขนส่งทางรถยนต์ ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดนครสวรรค์ กิโลกรัมละ 0.7067 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดลําปาง กิโลกรัมละ 1.7067 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดขอนแก่น กิโลกรัมละ 1.0997 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 0.3033 บาท

(8) กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจากคลังก๊าซที่จังหวัดชลบุรี โดยการขนส่งทางอื่น ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดนครสวรรค์ กิโลกรัมละ 0.2743 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดลําปาง กิโลกรัมละ 0.7582 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดขอนแก่นน กิโลกรัมละ 0.4614 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กิโลกรัมละ 0.0324 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสงขลา กิโลกรัมละ 0.0528 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(9) กําหนดอัตราเงินสงเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจาก
โรงแยกก๊าซบริษัท ปตท.ผส.สยาม ฯ อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดนครสวรรค์ กิโลกรัมละ 2.2945 บาท
ไปยังคลังกาซที่จังหวัดลําปาง กิโลกรัมละ 1.8978 บาท
ไปยังคลังกาซที่จังหวัดขอนแก่น กิโลกรัมละ 2.2103 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 2.6903 บาท
(10) กําหนดอัตราเงินสงเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับก๊าซที่ส่งออกจากโรงแยกก๊าซขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนี้
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสุราษฎรธานี กิโลกรัมละ 0.1100 บาท
ไปยังคลังก๊าซที่จังหวัดสงขลา กิโลกรัมละ 0.0490 บาท
ไปยังที่อื่น ๆ กิโลกรัมละ 0.3033 บาท
(11) กําหนดอัตราเงินชดเชยสําหรับก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตจากก๊าซที่นําเข้าจากต่างประเทศ
(นําเข้าตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2551) กิโลกรัมละ 16.1839 บาท
(1) ปริมาณก๊าซที่นําเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักรตามข้อ 2 (6) ให้ขอรับเงินชดเชยได้ไม่เกินปริมาณตามที่ กรมธุรกิจพลังงานกําหนดให้นําเข้า
(2) ปริมาณก๊าซที่ทําในราชอาณาจักร ซึ่งผลิตจากก๊าซที่นําเข้าจากต่างประเทศตามข้อ 2 (11) ให้ขอรับเงิน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2551 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
(นายวีระพล จิรประดิษฐกุล)
ผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน
ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน Click

ราคาตามประกาศ คิดที่เพดาน 320 US$/Ton
คิดอัตราแลกเปลี่ยน 33.60 บาทต่อ US$ เป็น 10.9960 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีสรรพสามิต 2.17 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีเทศบาล 0.217 บาทต่อกิโลกรัม
นำเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 0.3033 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ 13.6863 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 0.9580 บาทต่อกิโลกรัม)
ค่าการตลาด 3.2566 บาทต่อกิโลกรัม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.2280 บาทต่อกิโลกรัม
ราคาขายปลีก (รวม VAT) 18.13 บาทต่อกิโลกรัม

ที่มา : สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน

PRICE STRUCTURE OF PETROLEUM PRODUCT IN BANGKOK
13-ก.พ.-09
UNIT:BAHT/LITRE
EX-REFIN. TAX M. TAX OIL CONSV. WHOLESALE VAT WS&VAT MARKETING VAT RETAIL
ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล เข้ากองทุนน้ำมัน ขายส่ง ณ คลังก๊าซ ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม VAT ค่าการตลาด ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคารวม
(AVG) B./LITRE B./LITRE FUND (1) FUND PRICE(WS) MARGIN PRICE
ULG 95R ; UNL 14.0074 5.0000 0.5000 7.0000 0.7500 27.2574 1.9080 29.1654 5.0230 0.3516 34.54
ULG 91R ; UNL 13.5757 5.0000 0.5000 4.0000 0.7500 23.8257 1.6678 25.4935 0.4173 0.0292 25.94
GASOHOL95 E10 14.5237 4.5000 0.4500 -0.5300 0.2500 19.1937 1.3436 20.5373 1.0306 0.0721 21.64
GASOHOL91 14.3342 4.5000 0.4500 -1.1300 0.2500 18.4042 1.2883 19.6925 1.0724 0.0751 20.84
GASOHOL95 E20 14.9427 4.0000 0.4000 -2.6300 0.2500 16.9627 1.1874 18.1501 2.0466 0.1433 20.34
GASOHOL95 E85 16.7041 0.7500 0.0750 -6.5000 0.2500 11.2791 0.7895 12.0686 2.0760 0.1453 14.29
H-DIESEL(0.035%S) 11.8708 3.3050 0.3305 0.1200 0.7500 16.3763 1.1463 17.5227 2.3059 0.1614 19.99
BIODIESEL (B5) 12.2562 2.1900 0.2190 -0.4600 0.2500 14.4552 1.0119 15.4671 2.8252 0.1978 18.49
FO 600 (1) 2%S 9.8116 0.5285 0.0528 0.0600 0.0700 10.5229 0.7366 11.2595
FO 1500 (2) 2%S 9.8135 0.4907 0.0491 0.0600 0.0700 10.4832 0.7338 11.2170
LPG (B/KG.) 10.9960 2.1700 0.2170 0.3033 0.0000 13.6863 0.9580 14.6443 3.2566 0.2280 18.13
Exchange Rate = 35.1627 BAHT/$
Ethanol Reference Price = 17.18 BAHT/LITRE
Biodiesel(B100) Reference Price = 24.46 BAHT/LITRE
http://www.eppo.go.th/petro/price/pt-price-st-2009-02-13.xls
อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันของบริษัท ปตท.
อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ของบริษัท เชลล์



หน้าแรก || สมัครสมาชิก || LOGIN || LOGOUT || เปลี่ยนไอคอนส่วนตัว || โปรแกรมย่อรูปภาพ || เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บทความภาพถ่าย || ข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้เว็บ || เกี่ยวกับเรา || ติดต่อโฆษณา
แจ้งปัญหาการใช้งาน website GasThai.Com หรือขอความรู้และขอคำปรึกษารถยนต์ติดแก๊ส LPG/NGV ติดต่อ :::>>>Email::: webmaster@GasThai.Com   หรือ   ติดต่อเรา(Contact Us)
Copy Right © Gasthai.com December 2005   Counter View Stats Truehits.Net