จาก webmaster
ศุกร์ที่ , 30/1/2552
เวลา : 09:09
IP: 58.9.113.105
อ่านแล้ว = 1139 ครั้ง
แจ้งลบ
ส่งหาเพื่อน
|
ปตท.ผวาคนหันซบแอลพีจี กบง.ไฟเขียวทยอยขึ้นน้ำมันลิตรละ 1.55 บาท [30 ม.ค. 52 - 04:53]
ปตท.หวั่นภาษีสรรพสามิตดันราคาน้ำมันพุ่งลิตรละ 5 บาท จนคนหนีมาใช้ก๊าซแอลพีจีอีกรอบ ผวาต้องควักเงินเพื่อไปรับภาระส่วนต่างการนำเข้าแอลพีจีอีก ขณะที่ กบง.ไฟเขียวทยอยขยับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดยกเว้นอี 85 ลิตรละ 1.55 บาท ตั้งแต่ 1 ก.พ.นี้
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันครั้งใหม่ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ อาจเป็นผลให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมมาใช้ก๊าซแอลพีจี และก๊าซเอ็นจีวี สำหรับรถยนต์มากขึ้น เพราะราคาน้ำมันที่รวมอัตราภาษีใหม่จะเพิ่มขึ้นอีกราว 5-6 บาท/ลิตร ขณะที่ก๊าซแอลพีจีและก๊าซเอ็นจีวี ยังอยู่ราคาเดิม และอาจทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีในราคาตลาดโลกซึ่งสูงกว่าราคาในประเทศ และ ปตท.ต้องรับภาระส่วนต่างราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีมากขึ้น ขณะที่ ปตท.มีวงเงินที่จะช่วยรับภาระดังกล่าวไม่เกิน 10,000 ล้านบาท
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า กบง.มีมติในหลักการให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ใช้น้ำมันหลังการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้ โดยจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ยกเว้นน้ำมันอี 85 ปรับขึ้นทันที 1.55 บาท/ลิตร หลังจากนั้นจะทยอยปรับราคาขายปลีกให้สะท้อนภาษีที่เรียกเก็บในอัตราไม่เกินครั้งละ 1.50 บาท/ลิตร เป็นระยะเวลา 2 เดือน หรือประมาณ 3-4 ครั้ง
ทั้งนี้ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะเป็นผู้กำหนดกรอบการปรับราคาขายปลีกน้ำมันให้สอดคล้องกับอัตราภาษี คือให้มีการปรับราคาเดือนละ 2 ครั้ง หากช่วงใดน้ำมันอยู่ช่วงขาลงก็จะใช้วิธีการลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกไม่ให้เปลี่ยนแปลงจนกระทบกับผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งการปรับขึ้นราคาในครั้งต่อๆไปจะไม่เกินครั้งละ 1.50 บาท/ลิตร คาดว่าจะต้องใช้เงินกองทุนน้ำมัน 4,311 ล้านบาท มาดูแล แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะเงินกองทุนน้ำมันเพราะปัจจุบันมีฐานะเป็นบวก 15,181 ล้านบาท เมื่อหักหนี้การนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของ ปตท. 8,000 ล้านบาทแล้ว เงินกองทุนน้ำมันจะมีฐานะสุทธิเป็นบวก 4,000 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3,400 ล้านบาท
ผู้ค้าน้ำมันในประเทศไม่ขัดข้องกรอบการขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน เดือนละ 2 ครั้ง พร้อมให้ความร่วมมือ เพราะหากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยจะทำให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้น 1.55-5.28 บาท/ลิตร แต่เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบ จึงใช้ เงินกองทุนน้ำมันไปพยุงราคาขายปลีกในส่วนของแก๊สโซฮอล์และดีเซลบี 5
ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวว่า ตามแผนการปรับราคาขายปลีกน้ำมันให้สะท้อนอัตราภาษีที่ถูกเก็บเพิ่ม สนพ.ได้กำหนดไว้ 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ระหว่าง 1-14 ก.พ. ครั้งที่ 2 ระหว่าง 15-28 ก.พ. ครั้งที่ 3 ระหว่าง 1-14 มี.ค. ครั้งที่ 4 ระหว่าง 15-31 มี.ค. ส่วนในแต่ละครั้งจะมีการปรับเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ตกลงกับผู้ค้าน้ำมันว่าในช่วงนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาจนกว่าจะถึงวันที่ 1 ก.พ. แต่การปรับราคาขายปลีกในครั้งต่อไปจะอยู่บนหลักการที่ผู้ค้าน้ำมันยังได้ค่าการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1.50 บาท/ลิตร ไม่ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะเปลี่ยนแปลงไป
กระทรวงพลังงานจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือ ณ คลังน้ำมันและสถานีบริการ 18,787 แห่ง ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 31 ม.ค. เพื่อนำมาเรียกเก็บส่วนเกินของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือจากผู้ประกอบการคลังน้ำมันและสถานีบริการนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันต่อไป
ขณะที่นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเงินกองทุนน้ำมันนับเป็นการเข้าไปดูแลผลกระทบของผู้บริโภค ผู้ค้าน้ำมันไม่ได้ประโยชน์ จากเรื่องนี้แต่อย่างใด และจากนโยบายนี้คาดว่าจะมีผู้หันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ทั้งแก๊สโซฮอล์ และดีเซลบี 5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้แจ้งขอแก้ไขแถลงข่าวกระทรวงการคลังฉบับที่ 010 เรื่อง มาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันในส่วนของแก๊สโซฮอล์ อี 10 ซึ่งอัตราเดิมเก็บที่ 3.3165 บาท/ ลิตร และในช่วงที่ใช้ 6 มาตรการ 6 เดือน เก็บ 0.0165 บาท/ลิตร ขณะที่อัตราที่จะใช้ใหม่คือ 4.5 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ อี 20 อัตราเดิมเก็บที่ 3.3165 บาท/ลิตร และในช่วงที่ใช้ 6 มาตรการ 6 เดือน เก็บ 0.0165 บาท/ลิตร ขณะที่อัตราที่จะใช้ใหม่คือ 4 บาท/ลิตร.
http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=121356
|